รายละเอียดทางเทคนิคของ CORONA AT,ST 190-191

(1/5) > >>

TAKACHI:

CORONA 190-191

โตโยต้า โคโรน่า โฉมล่าสุดในไทย ขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่นที่ 3 เริ่มทำตลาดในไทยเมื่อต้นปี 1993 มีตัวถังเดียว คือ ซีดาน 4 ประตู เครื่องยนต์ทวินแคม 16 วาล์ว หัวฉีดล้วนๆ แบ่งเป็น 2 รุ่นหลัก 1.6 และ 2.0 ตามบล็อกเครื่องยนต์ที่ใช้ คือ รหัสตัวถัง AT190 ใช้เครื่องยนต์ 4A-FE 1,600 ซีซี และรหัสตัวถัง ST191 ใช้เครื่องยนต์ 3S-FE 2,000 ซีซี
ความจุน้ำมันเชื้อเพลิงจุ 60 ลิตร

รหัสตัวถังของโคโรน่า คือ T เสมอ โดยตัวอักษรที่นำหน้าสุด เช่น A หรือ S นั่นคือ รหัสเครื่องยนต์ที่ใช้ ส่วนตัวเลข 2 หลักแรกจะเปลี่ยนเมื่อโมเดลเชนจ์ครั้งละหลัก 10 เป็นอย่างน้อย เช่น 190 จะใหม่กว่า 170 ส่วนเลขหลักท้ายสุดเป็นรุ่นย่อย ไม่ต้องสนใจนักเดี๋ยวจะงง

รูปลักษณ์ภายนอกฉีกแนวจากโฉมเก่าที่เรียกกันว่าหน้ายิ้มอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนจากทรงแบนกว้างมาเน้นความกลมและอ้วนป่องตลอดคัน ด้านหน้าลาดต่ำ ด้านท้ายยกสูง จนเป็นที่มาของชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า 'โคโรน่า-ท้ายโด่ง'

ด้านหน้าเป็นกระจังโครเมียมติดโลโก้ 3 ห่วงตรงกลาง รับกับไฟหน้าทรงเฉียงและไฟเลี้ยวขาวตามสมัยนิยม มุมกันชนหน้าด้านล่างฝังไฟเลี้ยวสีเหลืองทรงเพรียว รุ่น 2.0 เพิ่มสปอตไลต์ในกันชน

ตัวถังด้านข้างช่วงบนมีลอนบุ๋มยาวตลอดแนว ตรงกลางมีคิ้วกันกระแทก รุ่น 1.6 ให้กระทะล้อเหล็กและฝาครอบแบบเต็ม พร้อมยางขนาด 185/65/14 รุ่น 2.0 ให้ล้อแม็กลาย 6 ก้าน พร้อมยางขนาด 195/60/14 ชุดไฟท้ายแบบไฟเลี้ยวขาวซึ่งใช้มาตั้งแต่รุ่นหน้ายิ้ม ตรงกลางเป็นแผงทับทิม แผ่นป้ายทะเบียนติดตั้งในกันชนหลัง รุ่น 2.0 มีสปอยเลอร์พร้อมไฟเบรก

รุ่น 1.6 แบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย คือ 1.6 XLi และ 1.6 GLi ใช้เครื่องยนต์ 4A-FE แบบเบนซิน 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ความกว้างกระบอกสูบ 81 มิลลิเมตร ช่วงชัก 77 มิลลิเมตร ความจุ 1,587 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.5 : 1 กำลังสูงสุด 116 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที ทั้ง 2 รุ่นส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้า ระบบเบรกแบบหน้าดิสก์/หลังดรัม

รุ่น 2.0 แบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย คือ 2.0 GLi เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และ 2.0 GLi 4 AUTO เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ใช้เครื่องยนต์รหัส 3S-FE แบบเบนซิน 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ความกว้างกระบอกสูบและช่วงชักเท่ากันที่ 86 มิลลิเมตร ความจุ 1,998 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.8 : 1 กำลังสูงสุด 134 แรงม้า (PS) ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.7 กก.-ม. ที่ 4,600 รอบ/นาที

ระบบพวงมาลัยแบบแร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ ระบบเบรกแบบดิสก์ 4 ล้อ พร้อมเอบีเอสเป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งพิเศษ ระบบช่วงล่างแบบอิสระ 4 ล้อ พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหน้าแม็กเฟอร์สันสตรัต ด้านหลังดูอัลลิงก์

ไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก
หลังทำตลาดได้เกือบ 2 ปี ก็ปรับโฉมเป็นครั้งแรก ด้านหน้าเปลี่ยนกระจังใหม่เป็นแบบพ่นสีเดียวกับตัวรถ เปลี่ยนกันชนหน้าเป็นแบบมีคิ้วกันกระแทก รุ่น 2.0 รวมไฟเลี้ยวเหลืองและสปอตไลต์สีขาวไว้ในกรอบเดียวกันติดตั้งมุมกันชนหน้าด้านล่าง ส่วนรุ่น 1.6 เป็นไฟเลี้ยวสีเหลือง

ย้ายแผ่นป้ายทะเบียนหลังมาติดตั้งระหว่างชุดไฟท้าย จากเดิมที่อยู่ในช่องของกันชน กันชนหลังเปลี่ยนใหม่มีคิ้วกันกระแทก และเป็นแบบเต็มเพราะไม่ต้องมีช่องใส่ป้ายทะเบียน บางคนเรียกว่ารุ่น �โคโรน่า ท้ายโด่ง ไฟท้ายแยก� ทำตลาดระหว่างปลายปี 1994-กลางปี 1996

เครื่องยนต์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แบ่งเป็น 5 รุ่นย่อย คือ 1.6 GLi, 1.6 GLi 4 ECT, 2.0 GLi, 2.0 GLi ABS และ 2.0 GLi ABS 4 ECT (เพิ่มรุ่น 1.6 เกียร์อัตโนมัติ GLi 4 ECT และ 2.0 เกียร์ธรรมดา GLi พร้อมตัดรุ่น 1.6 เกียร์ธรรมดา XLi ออกไป)

ไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่ 2
ปรับโฉมครั้งที่ 2 ครั้งใหญ่ ที่ทำให้ดูแปลกตาไปมาก พร้อมระบุชื่อรุ่นอย่างชัดเจนต่อท้ายว่า เอ็กซ์ซิเออร์ จึงไม่มีชื่อแสลงแบบรุ่นอื่น ถ้าจะพูดถึงโคโรน่าโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่ 2 นี้ก็มักเรียกกันว่า �โคโรน่า-เอ็กซ์ซิเออร์� ก็เป็นที่เข้าใจกัน โดยชื่อรุ่นมีการเปลี่ยนใหม่ แบ่งเป็น 5 รุ่น คือ 1.6 GXi, 1.6 GXi 4 ECT, 2.0 GXi, 2.0 SE-G และ 2.0 SE-G 4 ECT

ด้านหน้าเปลี่ยนกระจังใหม่เป็นรูปตัว T กรอบนอกพ่นสีเดียวกับตัวรถ ย้ายโลโก้ 3 ห่วงไปติดตั้งบนฝากระโปรง กันชนหน้าเปลี่ยนใหม่กลับไปคล้ายรุ่นแรก เป็นแบบเรียบไม่มีคิ้วกันกระแทก ด้านข้างเพิ่มคิ้วโครเมียมล้อมกรอบกระจก

ด้านหลังเปลี่ยนชุดไฟท้ายใหม่ ย้ายไฟเลี้ยวและไฟถอยหลังมาไว้ด้านล่าง โดยแถบไฟเลี้ยวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กันชนหลังเปลี่ยนใหม่เป็นแบบเรียบไม่มีคิ้วกันกระแทก ภายในเพิ่มความปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัยฝั่งผู้ขับ

จากนั้นในปี 1998 ก็ปรับโฉมอีกครั้ง เปลี่ยนไฟหน้าเป็นแบบตาเพชรใสแวววาว ไฟเลี้ยวที่ติดกับไฟหน้าและไฟเลี้ยวในกันชนเปลี่ยนเป็นสีขาว เพิ่มไฟเลี้ยวสีเหลืองขนาดเล็กด้านข้างตัวถังหลังล้อหน้า รุ่น 1.6 เปลี่ยนฝาครอบล้อเป็นลาย 7 ก้านแบบไม่มีรูนอต รุ่น 2.0 เปลี่ยนล้อแม็กเป็นลาย 7 ก้านเฉียง ภายในรุ่น 2.0 เพิ่มถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า
(PCD 5รู100 ออฟเซต +45 กว้าง 5.5 นิ้ว)

ตัวถังนี้ในรุ่นเอ็กซ์ซิเออร์ เป็นรุ่นสุดท้ายของโคโรน่าในเมืองไทยซึ่งเลิกผลิตไปแล้ว เพราะไม่มีช่องว่างในตลาด จากการที่ราคาของโคโรน่ากับคัมรีชิดกันเกินไป
Exsior ได้เปลี่ยนวัสดุกันเสียงใต้พรม ทำให้เงียบขึ้น รวมทั้งเสริมคานเหล็กที่กันชน ทำให้น้ำหนักรถเพิ่มขึ้นมาก

ของผมออกป้ายแดงเหมือนกัน

GOLD:
ข้อมูลของคุณอัญตามนั้นถูกต้องมากๆเลยครับ

ทะเบียนคุณ อัญ  ก็ยังเป็น 2ษXXXX  คือป้ายออกมาตอนป้ายแดงยังไม่ได้เปลี่ยนมือ(โอนเปลี่ยนเจ้าของ)
ออกรถมาตอนต้นปี 96  ถ้าทะเบียนพยัญชนะสองตัวเช่น กกXXXX คือรถที่มีการเปลี่ยนมือ  ขนส่งจะให้ทะเบียนใหม่กับคุณ

ปัญหามีมากๆคือรถผมครับ (ป้ายแดงตุลาคม 96 ได้ทะเบียน 9ษXXXX) เอ็กซ์ซิเออร์   อะไหล่หลายตัวใช้ร่วมกับ  ท้ายแยกไม่ได้เลยครับ

ซ่อมทีไม่ควรเปลี่ยนช่างเลยเพราะจะเสียเวลามากๆกับการไล่เปลี่ยนของซื้อมาแล้วใส่ไม่ได้

ฉนั้นถ้าคุณขับเอ็กซ์ซิเออร์แท้ๆบอกช่างดังๆว่า  รถคุณ AT 190 EXSIOR*  รถผม ST 191 EXSIOR*

 (เมื่อเป็น EXSIOR แบ่งเป็น 5 รุ่น คือ AT 190 คือ 1.6 GXi เกียร์ธรรมดา, 1.6 GXi 4 ECTเกียร์ออโต้,

ST 191 คือ 2.0 GXi, 2.0 SE-G และ 2.0 SE-G 4 ECT )

ถ้ามี 4  ECT รถคุณคือเกียร์ออโต้  แวปแรกที่สังเกตุคือ เสาอากาศ AT 190 พันหกอยู่ที่คนขับ  ST 191สองพันเสาอากาศอยู่ที่กระโปรงหลัง

ท้ายแยกกับท้ายเต็มก็ดูที่แผงไฟท้าย

ท้ายแยก กับเอ็กซ์ซิเออร์ก็ดูที่  กันชนหน้า  กันชนหน้าของเอ็กซ์ซิเออร์แท้ใส่ไฟสปอร์ตไลท์ไม่ได้ใส่คานเหล็กป้องกันการชนและฝังเซ็นต์เตอร์แอร์แบคไว้ตอนชน ถุงลมจะได้ทำงาน

อื่นให้ให้สมาชิกเพิ่มเติมต่อไป

ข้อมูลของคุณอัญ  แน่นอนที่สุดแล้ว

protectorgun:
***TOYOTA  CORONA***
เฉพาะแฟน  TOYOTA  ที่อยากได้รถครอบครัวขนาดกลาง  ขับอย่างแรง  SPORT SEDAN   กับเครื่องตัวใหม่  สำหรับความแรงใกล้  200  กม./ ชม. แต่ยังดูแลง่ายดังเดิม 
   จัดเป็นรถรุ่นสุดท้ายในกลุ่ม  TOYOTA ขนาดกลางเพราะตัวถังนี้ยังมีขายอยู่ในนาม  EXIOR  แม้ว่าในตลาดญี่ปุ่นนั้นมี  EXIOR ตัวจริงโฉมใหม่ออกมาในระหัส “210” แล้วก็ตาม แต่ด้วยเหตุผลในด้านการตลาดทำให้บ้านเรายังคงใช้รุ่นตัวถังเดิมที่คลอดมา หลายปี
   ลักษณะของ  CORONA   รุ่นนี้ค่อนข้างจะลงตัวด้านสัดส่วนที่เพรียวลมสมส่วนคันหนึ่ง  หากจะเทียบกับ  CEFIRO  ขับหน้าแล้ว  CORONA  ดูจะมีสัดส่วนที่สวยงามและไม่เล็กไม่ใหญ่มากพอจะเป็นรถเมืองขนาดโตที่ยัง ขับคล่องในเมืองและเดินทางไกลได้ดี
    ภายในจุได้  2 3 ที่นั่งกว้างขวางจากฐานล้อขนาดยาว  2580  มม.  ตัวรถก็แค่  4.5  เมตรคือยาวกว่ารถเล็กไม่มาก  แต่กว้างว่าทั้งตัวถังและฐานล้อ  จึงช่วยให้รถมีการทรงตัวทที่ดีเวลาใช้ความเร็วเดินทางระดับ  110-130  กม./ ชม. หรือด่วนแช่ที่  120-150  กม./ชม. ก็พอไว้  แค่ตั้งใจคุมพวงมาลัยหน่อยก็พอ  ทั้งนี้ต้องยกให้กับระบบช่วงล่างแบบโช้คอัพแก๊สทั้ง  4  ล้อระบบแมคเฟอร์สันสตรรัท  ที่ตั้งบนปีกนกทรง  A-ARM  ที่ล้อหน้าและแบบคานคู่ขนานที่ล้อหลัง  แถมเบรกก็เป็นแบบ  4  DISC  มี ABS  ช่วย  จึงมั่นใจด้านประสิทธิภาพของรถ
     นอกจากรูปทรงที่สวยงามลงตัวแล้ว  และประสิทธิภาพของช่วงล่างกับเบรกแล้ว  CORONA  รุ่นนี้ยังมีข้อดีเรื่องของสมรรถนะในรุ่น  2000   ซีซีนั้นมีพลังถึง  140  แรงม้าเพียงพอต่อการขับเคลื่อนได้  จัดว่าเป็นรถครอบครัวทที่เล่นได้ดี  เพราะขนาดกำลังเหมาะ
      คราวนี้มาพบว่ามีท่านผู้อ่านจำนวนหนึ่งที่ไม่พอใจกับสมรรถนะของพลังเดิม  อยากจะขยับขยายให้สามารถแล่นได้ดีกว่านี้  ทั้งนี้อาจเพราะอิทธิพลของรถคู่แข่งอย่าง  ACCORD 2300  VTEC, CEFIRO เครื่อง  V6 สูบ  และ CRONOS V6 สูบ  ทำให้พลัง  4  สูบ  16  วาล์ธรรดาของ  CORONA  คันนี้เร่ง ไม่มัน  จึงเกิดการพลังแบบเปลี่ยนเครื่องยนต์  เพราะเครื่องยนต์มือสองจากญี่ปุ่นบ้านเรานั้นมีการนำเข้ามามากรุ่น  โดยเฉพาะ   CORONA  รุ่นนี้ใช้ตัวถังร่วมกับ  CARINA  และ  CELICE   ทำให้เครื่องยนต์แรง ๆ  ที่บรรจุในรถ  2  คันนี้จึงสามารถนำมาใส่ได้   
ซึ่งโดยมากจะเน้นเครื่องยนต์รุ่น  S-SERIES  อันได้แก่
-1  S  ขนาด  1800  ซีซี  115  แรงม้า
-3S- FE ขนาด  2000 ซีซี  134   แรงม้า
-3 S – GE  ขนาด  2000  ซีซี  170  แรงม้า
-3S- GTE  ขนาด   2000  ซีซี  245  แรงม้า  เป็นต้น
    เครื่อง ทั้ง  4  แบบนี้จะเป็นเครื่องยนต์ที่มีการนำเข้ามาและเป็นเครื่องยนต์ที่ทาง  TOYOTA  ก็มีอะไหล่รออยู่ด้วย  เพียงแต่ต้องเข้าใจเทียบเท่านั้นว่า  อยู่ในตัวถังไหนหรือระหัสเครื่องยนต์อะไร  เพราะ  TOYOTA   ในไทยเคยส่งรถ  CBU  ทั้งแบบ  CORONA  CELICA  เข้ามาโดยบรรจุเครื่องยนต์พวกนี้ทำให้มีการสต็อกอะไหล่เอาไว้บริการ  รวมทั้งร้านค้าอะไหล่  TOYOTA  แถววรจักรกับอู่รับโมดิฟาย  TRD  ก็มีสต็อกอะไหล่ของเครื่องยนต์   กลุ่ม  S -  SERIES  จึงหาอะไหล่ไม่ยาก
     CORONA  รุ่นST  191เครื่อง2000ซีซี  รุ่น  3 S- FE   แต่เจ้าของอยากให้แรงขึ้น จึงเปลี่ยนเครื่องยนต์มาเป็นรุ่น3S–GE  แทนโดยตามสเปคโรงงานจะมีพลังราว  165-170   แรงม้าที่    6600  รอบ
ความ แรงของเครื่องนี้ภายใต้รหัสเสื้อเครื่องเหมือนกัน   ต่างกันแค่ฝาสูบที่ว่า  เครื่องยนต์  2000 ซีซี  รหัส “ 3S”  นี้จะมีความจุ  1998  ซีซี  ใช้ลูกสูบแบบ  ON  SQUARE  ที่ขนาด  86  มม.  เท่ากับช่วงชักแต่แรงม้ามาเพิ่มที่ฝาสูบใหม่ที่เปลี่ยนแปลง  ห้องเผาไหม้จากทรงเรียบของเดิมมาเป็นทรงเครื่องวงกลม  ทำให้สามารถบรรจุขนาดของวาล์วไอดี -  ไอเสีย  จำนวน  4  ตัว/  สูบ  ให้โตกว่าช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น  ด้านไอดีเข้ามาไอเสียออกคล่องกลายเป็นที่มาของแรงม้าทที่เพิ่มขึ้นราว  25-30  แรงม้า

    ความแตกต่างของฝาสูบ  3S–FE  กับ  3S-GE นั้นมาจากที่ฝา  3S-FE  จะเป็นฝาสูบแบบ  DOHC  ชนิดใช้สายพานขับเพลาราวลิ้นด้านเดียวจากนั้นก็ต่อเฟืองขับระหว่างเพลาราว ลิ้นระบบมุมมององศาของวาล์วไอดี- ไอเสียแบบ  CROSS – FLOW  ทำมุมเอียงน้อยกว่า   ขนาดวาล์วจึงเล็กกว่าและห้องเผาไหม้เลยตื้นกว่าด้วย  ต่างจากฝาสูบของรุ่น  3S- GE นั้นจะเป็นฝาแบบ  DOHC  สมบูรณ์แบบ  ใช้สายแบบ  ใช้สายพานขับราวลิ้นให้ทำงานพร้อมกันไปมุมองศาของวาล์วไอดี- ไอเสียจะเอียงกว่าช่วยให้สามารถเพิ่มขนาดของวาล์วและห้องเผาไหม้ได้ดีกว่า   ประสิทธิภาพของ  CROSS – FLOW  จึงคล่องกว่าเลยรอบจัดถึง  6000  รอบ  ม้าเลยเพิ่มเพราะเหตุนี้
    นอกจากเสื้อสูบ  3S- SERIE นี้จะมีฝาสูบ  2  แบบแล้ว  ยังมีการปฏิบัติการทำงานอีกระบบคือเพิ่มเครื่องช่วยอากาศ  เช่น  TURBO CHARGER  ในรุ่น  3S- GTE  ที่เพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ให้มีพลังม้ามากถึง  245  แรงม้าที่  6000  รอบและแรงบิดของเครื่องก็เพิ่มจาก    19.5  KG –M  มาเป็น  31  KG –M  สูสีเครื่องยนต์ขนาด  3000  ซีซีทั้ง ๆ  ที่ใช้ขนาดลูกสูบช่วงชัก  =  86x86  มม.  เท่าเดิม  อันเครื่องนี้มีบรรจุในรุ่น  CELICA  GT- 4 ที่โตโยต้าไทยเคยส่งเข้ามาขายในราคา  2 ล้านกว่าบาทเมื่อหลายปีก่อน
    เครื่อง  3S-GTE  นี้ก็สามารถนำมาบรรจุใน  CORONA  191  นี้ได้เช่นกัน   เพียงแต่สนนราคาเกิน  30,000  บาทขึ้นไป  แพงกว่า 3S-GE  ราว  20,000  กว่าบาท  ซึ่งก็จัดว่าไม่แพงกับจำนวนม้าที่เพิ่มขึ้นอีกราว  70  ตัว  ที่สามารถฉุดกระชากลากตัวถังขนาด  1180  กิโลกรัมจนทะยานได้ต่ำกว่า  7  นาที  หรือความเร็วแถว  215  กม./ชม.
    สำหรับ สมรรถนะของ  CORONA  191  ในแบบ  3S-GE  นั้นสามารถแล่นได้ถึง  196  กม. /  ชม.  โดยมีอัตราเร่ง  0-100 กม./  ชม.  ราว  8.8  วินาทีกับยาง  195/60x14  โดยที่ระบบช่วงล่างต่าง ๆ ยังไม่ต้องแก้ไขอะไร    สามารถใช้ของเดิม ๆได้
     หากใครที่คิดว่าชั่วโมงนี้จะ เล่นรถแรง ๆ  ระดับ  200 กม./ชม. ในแบบป้ายแดงกว่า  100  หมื่นนั้นยังไม่พร้อม  คิดว่าการจับ  CORONA  191  มาเปลี่ยนเครื่องด้วยงบ  40,000  บาทเศษเบ็ดเสร็จแล้วรถคันนี้จับที่    40  หมื่นบวกลบก็จัดว่าคุ้มและใช้แบบไม่ล้าสมัยเพราะจากนี้ไปไม่มี   CORONA  เข้ามาเหยีบถนนเมืองไทยอีก

ที่มา: นิตยสารมอเตอร์มาร์ต

1994 TOYOTA CORONA (ST191R-AEMNK)
GL JPP SED RHD 3SFE MTM
http://www.toyodiy.com/parts/g_G_1994_TOYOTA_CORONA_ST191R-AEMNK_4.html
 ;D

NSH:
เพิ่มนิดนึง

เอกซิเออร์กันชนหน้าหลังจะยาวกว่าตัวก่อนหน้าครับ

GOLD:
ความเหมือน ที่แตกต่าง

วันนี้ระหว่าง  EXSIOR AT 190 ของผมกับ ST 191 ท้ายแยก

กันชนหน้า AT 190 ตัว EXSIOR  ยื่นออกมามาก ไม่มีการทำแนวยางคาดดำ



ต่างกับกันชนหน้า ST 191 ตัวท้ายแยก แทบจะไม่ยื่นออกจากตัวรถเลย มีแนวยางคาดดำไว้



กันชนหลังของ AT 190 ตัว EXSIOR  ยื่นออกจากตัวรถมาก  ไม่มีแนวยางคาดกันชน



กันชนหลังของ ST 191 ตัว ท้ายแยก ยื่นของมาน้อยกว่า  และทำยางคาดแนวยาวตลอดกันชน


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป