พื้นฐานความรู้เรื่องล้อ + ยาง , วิธีอ่านว่ายางผลิตเมื่อไหร่.. ประมาณเดือนไหน

(1/4) > >>

CoRoNa MaFiA:
ยาง

ยางรถยนต์ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญยิ่งชิ้นนึงที่ไม่ควรมองข้ามเพราะยางเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ระหว่างตัวรถกับพื้นถนน ฉะนั้นเราควรรู้เรื่อง Basic ของยางบ้าง อย่างว่านะ "รู้ไว้ใช่ว่า ให้คนอื่นหาม"

1.1 ขนาดของยาง
โดยปกติทั่วไปจะรู้กันแต่เพียงขนาดยางตามเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อ ... เช่น "เฮีย..ยางใส่ล้อ 16 นิ้ว เส้นเท่าไหร่" หรือ "โอ้แม่เจ้า ยางรถคันนั้นแม่งโคตรบางเลย" ทั้งหมดนี้พูดถึงขนาดของยางแต่หมายถึงคนละส่วนกัน
ขนาดของยางประกอบไปด้วย 5 ส่วนที่มีความสัมพันธ์กัน

ส่วนที่ 1: ความกว้างของหน้ายาง (tire width) คือความกว้างของยางที่สัมผัสพื้นถนน(จริงๆแล้วคือความกว้างระหว่างแก้มยางในและนอก แต่มันก้อคือๆกัน) มีหน่วยเป็น มิลลิเมตร (mm)

ส่วนที่ 2: อัตราส่วนของความกว้างของหน้ายางหรือที่เรียกว่าความสูงของแก้มยาง (Aspect Ratio) มีหน่วยเป็น percent เช่น ถ้าอัตราส่วน = 50 และหน้ายางกว้าง 205 มิล ความสูงของแก้มยาง = .50 x 205 = 102.5 มิล แต่ตัวเลขที่เห็นบนยางไม่ใช่ 102.5 แต่เป็น 50 (อัตราส่วน) ถ้าตัวเลขนี้น้อยจะหมายถึงแก้มยางที่บาง ส่วนมากมาในรูป 70 65 60 55 50 45 40 ...

ส่วนที่ 3: โครงสร้างของยาง (Construction)
R - Radial ยางเรเดียว ไม่มีใยเหล็ก
D - Diagonal Belt ยางเสริมใยเหล็กแนวเฉียง
B - Bias Belt ยางเสริมใยเหล็กเบี่ยง
ยางรถทั่วไปสมัยนี้จะเป็น R ส่วนมาก

ส่วนที่ 4: ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อที่ใช้กับยาง (Diameter) มีหน่วยเป็นนิ้ว (inches)

ส่วนที่ 5: หน่วยการรับน้ำหนักกับหน่วยความเร็วสูงสุด (Service Description & Speed Index) บ่งบอกถึงน้ำหนักสูงสุดที่ยางรับได้ รวมถึงความเร็วสูงสุดที่ยางวิ่งได้ เช่น 90H: 90 หน่วยรับน้ำหนักได้ไม่เกิน 600 กิโลกรัมต่อยางหนึ่งเส้น, H หน่วยความเร็วสูงสุดไม่เกิน 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
หน่วยการรับน้ำหนักไม่ค่อยมีปัญหากับพวกเราๆนัก นอกจากจะเป็นกระบะขนของเลยขอไม่ลงรายละเอียด
หน่วยความเร็วสูงสุดมีดังนี้
S - 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
T - 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
U - 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
H - 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
V - 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
W - 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Y - 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ZR - มากกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ในบางกรณี ยางบางรุ่นใช้ ZR ซึ่งหมายถึงยางเรเดียวที่วิ่งได้เกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
--> ก่อนเหยียบเร็วมากๆ ควรดูจุดนี้ของยางก่อนนะ ถ้าใช้เกินความเร็วที่ระบุไว้นานกว่า 5 นาทีจะทำให้หน้ายางร้อนจนละลายได้ เลยขอเตือนไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ตัวอย่าง: ตัวเลข+ตัวอักษรที่อยู่บนยาง = 205/50R16 91Y มีความหมายดังนี้
205 คือส่วนที่ 1 (ความกว้างของหน้ายาง)
50 คือส่วนที่ 2 (อัตราส่วนความกว้างของหน้ายาง)
R คือส่วนที่ 3 (ยางเรเดียว)
16 คือส่วนที่ 4 (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อ)
91Y คือส่วนที่ 5 (บรรทุกได้ไม่เกิน 615 กิโลต่อเส้น และ ขับเร็วได้ไม่เกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ในบางกรณีอาจจะมีระบุแบบนี้ 235/45ZR17 ซึ่ง ZR มีความหมายแบบเดียวกับตารางข้างต้นในส่วนที่ 5


1.2 ประเภทของยาง
ยางแบ่งประเภทตามรถและแบ่งย่อยตามลักษณะการใช้งาน โดยทั่วไปจะแบ่งในลักษณะนี้

- ยางรถยนต์บ้าน (รวมรถ sport รถแต่งด้วย)
 - ยางแข่ง: มีร่องดอกยางน้อย เป็นยางที่นิ่ม เกาะถนนมาก หมดเร็วมาก ไมสามารถรีดน้ำได้(ยกเว้นยางแข่งพื้นเปียก) ราคาแพงมากๆ
 - ยางสมรรถนะสูง: ยางแข็งขึ้นมาหน่อย เกาะถนน หมดเร็ว รีดน้ำได้ ราคาแพง ส่วนมากมีสียงค่อนข้างดังเวลาวิ่ง Ex. Bridgestone Potenza RE050 Pole Position, Michelin Pilot Sport, Falken Azenis Sport, Yokohama Advan Neova, Toyo Proxes ST1
 - ยางทุกฤดู: แข็งขึ้นอีก เกาะถนนน้อยลง ดอกยางละเอียด ใช้ได้ดีในฤดูฝน เงียบ ราคาไม่แพงมาก Ex. Michelin Energy, Falken Azenis ST115, Bridgestone Potenza
 - ยางธรรมดา: ยางแข็ง ใช้ได้นานทนทาน  ราคาถูก เกาะถนนน้อยกว่ารุ่นอื่น
- ยางรถกระบะและรถบรรทุกเบา
 - ยางขนของหนัก: ตัวยางจะหนาพิเศษ
 - ยาง off road: ดอกยางใหญ่และลึก
- ยางรถบรรทุกหนักและยางรถที่ใช้ในอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ในการเลือกควรนึกถึงความต้องการและการใช้งานเป็นหลัก

1.3 ดอกยาง
หลายท่านคงไม่ทันสังเกตุดอกยาง หรือแค่คำนึงถึงความสวยงามของดอกยาง โดยที่ไม่ทราบว่าคุณลักษณะของยางนั้นขึ้นตรงกับดอกยางด้วย ที่แน่ๆคือความสามารถในการรีดน้ำ กับความเงียบในการขับขี่ แต่ถ้าจะมาอธิบายในรายละเอียดคงเข้าใจกันลำบาก เลยจะขอบอกจุดที่ง่ายๆละกัน

- ดอกยางที่ละเอียดแบบซอยยิบเล็กๆ จะทำให้ลดเสียงเวลาตัวยางบดกับพื้นถนน --> เงียบ
- ดอกยางที่มีร่อง(ไม่ว่าจะหยักๆหรือร่องตรง) จะสามารถรีดน้ำได้ดีกว่ารุ่นที่ไม่มี
- ดอกยางที่มีน้อย(มีพื้นเรียบเยอะ) จะเกาะถนนแห้งได้ดี แต่ไม่เกาะเลยถ้าถนนเปียก

ในการใช้งานของยาง ดอกยางจะมีการสึกเหรอลงไปเรื่อย ทำให้สมรรถนะด้อยลง จึงควรจะเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาอันควร แต่จะรู้ได้งัยว่าเวลานั้นมาถึงแล้ว

อายุของยางขึ้นอยู่กับตัวแปรสองอย่างนั่นคือ เวลา และ การใช้งาน เวลาน่ะวัดได้แต่การใช้งานล่ะวัดยังงัย คำตอบคือใช้ดอกยางวัดเอา

ยางแต่ละรุ่นกับยี่ห้อมีเครื่องหมายบ่งบอกระดับของดอกยางที่อาจจะต่างกันออกไป โดยส่วนมากจะเป็นเครื่องหมายสามเหลี่ยมที่ขอบแก้มยางใกล้ดอกยาง สังเกตุง่ายๆว่าถ้ามีการกินดอกยางจนถึงเครื่องหมายนี้แสดงว่าสมควรจะเปลี่ยนยางได้แล้ว หรือจะดูที่ดอกยาง ถ้าตื้นแล้วก้อสมควรเปลี่ยน

ถ้าเวลาขับรถตอนเลี้ยวแล้วมีเสียงยางเอี๊ยดๆ ถึงแม้ว่าจะขับช้าก้อตาม นั่นก้อเป็นอีกสัญญาณนึงที่บอกว่าใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนยางแล้ว
1.4 ลมยาง
ลมยางใครว่าไม่สำคัญ ถ้ามากไป หรือ น้อยไป มีผลเสียทั้งนั้น
ลมยางเป็นสิ่งนึงที่เจ้าของรถควรจะ check เดือนละครั้ง
แล้วทำไมต้อง check ล่ะ
- ลมยางมีผลต่อสมรรถนะในการขับขี่
- ลมยางมีผลต่ออัตราการกินน้ำมัน
- ลมยางมีผลต่อการสึกเหรอของยาง (โดยเฉพาะดอกยาง)
- ลมยางมีผลต่อความปลอดภัย

โดยทั้วไปแล้วยางจะสามารถรองรับความดันของลมยางที่เหมาะสมได้ในช่าวความดันนึง นั่นคือไม่จำเป็นที่จะต้องเป๊ะๆ ในการขับขี่ตามปกติลมยางจะมีการเปลี่ยนแปลงตามการใช้งานและอุณหภูมิของยาง ตามหลักของ thermodynamics (PV=nRT) เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้ความดันเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาตรถูกจำกัดให้คงที่ ฉะนั้นเมื่อจอดรถอยู่นานๆยางอาจจะดูแบนๆแต่ลมยางเป็นปกติ

ช่วงระดับความดันที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของยาง ถ้าเป็นรถที่ใช้ยาง+ล้อเดิมจากโรงงาน สามารถดูได้ที่ sticker ข้างประตูรถ จะมีหน่วยเป็น PSI (pounds per square inch) ซึ่งทั่วไปจะอยู่ที่ 30ต้นๆ PSI แต่ถ้าเป็นยาง+ล้อใหม่ ให้ดูที่คู่มือยางใหม่บวกกับลักษณะการใช้งานของรถตนเอง

ผลเสียของลมยางที่ไม่เหมาะสม
ลมยางมากเกิน - การขับขี่จะแข็งกระด้าง เด้งไปมา ความสามารถในการรีดน้ำน้อยลง ดอกยางจะสึกเหรอมากตรงส่วนกลางของยาง อายุการใช้งานยางสั้นลง
ลมยางน้อยเกิน - ขอบยางจะรับภาระหนัก มีโอกาสยางระเบิดถ้ายางหมดอายุแล้ว ทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นในการเครื่อนรถไปข้างหน้า กินน้ำมันมากขึ้น ดอกยางสึกเหรอมากตรงขอบ อายุการใช้งานสั้นลง

ข้อยกเว้นในการใช้ลมยาง
- ถ้าใช้วิ่งบนทะเลทราย ต้องใช้ลมยางครึ่งนึงของปกติเพื่อเพิ่มแรงเสียดทานกับทราย
- ถ้าใช้ในการ Drag ล้อที่ขับเคลื่อนควรใช้ลมยางที่อ่อนกว่าปกติเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสตอนออกตัว

1.5 อายุการใช้งานของยาง
ตามที่เคยบอกไว้แล้วว่าอายุของยางขึ้นอยู่กับตัวแปรสองอย่างนั่นคือ เวลา และ การใช้งาน

เวลา - ตามปกติยางจะมีอายุอยู่ที่ประมาณ 2 - 4 ปี ขึ้นอยู่กับชนิด ยิ่งสมรรถนะสูง อายุการใช้งานจะสั้น อุณหภูมิ+ภูมิประเทศก็มีส่วน ถ้าใช้ในที่ร้อนหรือหนาวมากๆ อายุการใช้งานก็จะสั้นลงด้วย แล้วทำไมยางถึงต้องมีระยะเวลาใช้ล่ะ นั่นเพราะว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความยืดหยุ่นของโมเลกุลของยางเสื่อมลงตามเวลา ทำให้เนื้อยางแข็งขึ้น ซึ่งทำให้คุณสมบัติต่างๆของยางด้อยลงไปจนไม่สามารถใช้งานได้

การใช้งาน - ยางจะสึกเหรอตามการใช้งาน ซึ่งสามารถสังเกตุได้ง่ายจากดอกยาง เมื่อดอกยางหมดไปเรื่อยๆ คุณสมบัติต่างๆของยางก็ค่อยๆหมดไปเช่นกัน

สัญญานต่างๆที่บ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนยางแล้ว
1. ถ้าเวลาขับรถตอนเลี้ยวแล้วมีเสียงยางเอี๊ยดๆ ถึงแม้ว่าจะขับช้าก้อตาม
2. ยางลดการเกาะถนนลง โดยเฉพาะตอนถนนเปียก
3. ผิวยางดูแล้วแห้งและบางจุดเริ่มแตกลาย
4. ใช้นิ้วกดลงแล้วไม่มีความรู้สึกยืดหยุ่นของยาง

    
วิธีอ่านว่ายางผลิตเมื่อไหร่.. ประมาณเดือนไหน
1. โค้ดมาตรฐานกำหนดวันผลิต "DOT_ _ _"ตามด้วยสัปดาห์ที่ผลิตเลข2หลักและปีที่ผลิต เช่น"DOT015" แสดงว่ายางผลิตสัปดาห์ที่ 1(เดือนมกราคม) ปี 2005
2.ยาง Bridgestone และ Firestone ดูรหัสแก้มยาง "L2S1C"
- "L"(LหรือB)โรงงานที่ผลิต สระบุรีหรือปทุมธานี
- "2" ปี ค.ศ.ที่ผลิต เช่น 2=2002
- "S" เดือนที่ผลิต*
- "1" สัปดาห์ของเดือนที่ผลิต
- "C" หรือ B หรือ A เป็นลักษณะของสารเคมีที่ใช้
*เดือน(จำยาก )S=มค,E=กพ,R=มีค,Y=เมย,A=พค,L=มิย,N=กค,U=สค,M=กย,B=ตค,J=พย,K=ธค
3.ยาง Michelin เช่น "DOT OC P8 CPX X 1203" ดูเลขกลุ่มหลังครับ"1203" 12=สัปดาห์ของปี,03=ปี 2003
4.ยาง Goodyear เช่น "D5L NYND 2J02 2904" ดูเลขกลุ่มหลัง"2904" อ่านเหมือนยาง Michelin

5. Yokohama ก้อคล้ายๆกันครับ ดูเลขหลัง DOT....

เรื่องของยาง,เรื่องยุ่ง ๆ ของลมยาง (เติมลมยางกันเท่าไหร่ครับ)
http://coronacarclub.com/board/index.php?topic=105.0

ใช้ยางรถยนต์ยังไงให้คุ้มค่าและถูกวิธี และสลับยางรถยืดอายุ
http://coronacarclub.com/board/index.php?topic=91.0

chan:
ขอบคุณครับ :D

llsj:
ว้าว ตัว v ได้ 200 กว่า

It's ME (Moo&Erk):
ขอบคุณครับ

3m*:
ดีนะของเรา ZRแต่กลัววิ่งเกิน 300 อ่ะดิ  ;D ;D ;D

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป