CoronaThailand.com
เมษายน 26, 2018, 09:02:02 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2  ทั้งหมด   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ว่ากันด้วย เรื่องของฟิล์มกรองแสง  (อ่าน 10696 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
golf2428 Unloveable
If you can't pay Don't play
CoRoNa Thailand Member
ไก่ย่าง 5 ดาว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,110

31 year old Aboriginal and Torres Strait Islander Health Worker Elvin from Val Caron, has interests such as home, indian card games and chess. Very recently had a family trip to Greater Accra. Feel free to visit my site :: [url=https://del.icio.us/grai


เว็บไซต์
เมื่อ: ธันวาคม 23, 2008, 08:54:05 pm �

โครงสร้างของ ฟิล์มกรองแสง

 ฟิล์มกรองแสง เป็น วัสดุที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อใช้ในการควบคุมพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ ผลิตจากพลาสติกชนิดหนึ่งซึ่งทำจากแผ่นโพลีเอสเตอร์ต่างๆ ( PVDG, Tedlar Foils Metallized Film, Acetate, PET, Polyolefins and Polycarbonates )
โดยใช้เทคโนโลยีในการเคลือบชั้นฟิล์ม ต่างๆกันเช่น สี , โลหะ , กาว , สารกัยรอยขีดข่วน , สารดูดซับรังสี UV ( UV absorber ) ซึ่งแผ่นโพลีเอสเตอร์เป็นวัสดุที่เหมาะต่อการผลิตฟิล์มเนื่องจากมี ความเหนียว ทนทาน ยืดหยุ่นสูง ดูดซับความชื้นน้อย และสามารถทนอุณหภูมิได้ทั้งสูงและต่ำ จนทำให้สามารถลดแสงและความร้อนได้ แต่ยังคงความโปร่งใส(Trawsparency) ทำให้สามารถมองเห็นภายนอกได้

ฟิล์มกรองแสง กับ ฟิล์มลดความร้อน เหมือน หรือ ต่างกันอย่างไร?

เรามักจะได้ยินกันมาตลอดว่า รถยนต์ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวิธีการป้องกันคลื่นความร้อน และให้ในรถมีความเย็นสบาย ในขณะ ใช้รถ
เนื่องจากแสงแดดในตอนกลางวัน หรือ แม้ในยามค่ำคืนหากขับรถโดยไม่เปิดกระจก ก็ไม่สามารถจะขับได้นาน เพราะความ อบอ้าวในรถอันเกิด จากแสงแดด และอากาศภายใน ดังนั้น รถยนต์จำเป็นจะต้องมีฟิล์มกรองแสง หรือ ฟิล์มลดความร้อน และเครื่องปรับอากาศ ใช้งานกับรถของท่าน

ในส่วนของฟิล์มกรองแสง หรือฟิล์มลดความร้อน นั้น มีความเหมือนและมีความแตกต่างกันอยู่ในตัวเองในอดีตผู้คนมักจะเรียก วัสดุสีดำๆ ที่เป็นพลาสติก มาติดกระจกรถ ว่าเป็นฟิล์มกรองแสง ต่อมาก็จะมีการเรียกฟิล์มลดความร้อนบ้าง ซึ่งในอย่างหลังนั้น ก็คือฟิล์มกรองแสง ที่มีคุณสมบัติ ในการลดคลื่นความร้อนได้มากกว่า ฟิล์มกรองแสงแบบเดิมนั่นเอง ทั้งนี้ จากการที่ได้วิวัฒนาการผลิต ด้วยเทคโนโลยี สมัยใหม่ เช่น Sputtering Metallized Coating; Metal Selection Coating etc.


ฟิล์มกรองแสงที่จำหน่ายอยู่ในตลาดมีมากมายหลายชนิดส่วนใหญ่เป็นฟิล์มย้อมสีมีคุณภาพต่ำ กันความร้อนน้อย และไม่มีเคลือบสารป้องกันรังสีอุลต้าไวโอเลท แต่ปัจจุบันนี้ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดได้กำเนิดฟิล์มกรองแสงยุคใหม่ ซึ่งเป็นฟิล์มแห่งอนาคต เรียกกว่า "สปัทเตอร์ฟิล์ม" (Sputter-Coated Metallized films) ซึ่งสามารถนำเอาโลหะชนิดต่าง ๆ มาเคลือบเป็นเนื้อเดียวกับฟิล์ม ทำให้ฟิล์มมีความคงทนและกันความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม

ปัจจุบันฟิล์มเกือบทุกชนิดซึ่งเป็น "สปัทเตอร์" ฟิล์มได้รับการพัฒนา และผลิดขึ้นจากกรรมวิธีดังกล่าว ที่มีคุณสมบัติกันความร้อนสูงภายใต้สภาพสูญญากาศ ทำให้โลหะเกิดการแตกสภาพเป็นอะตอม ซึ่งเป็นอนุภาคเล็กที่สุด แล้วแยกตัวลอยไปจับบนแผ่นใส Polyester ทีละอะตอม ทำให้เกิดแผ่นฟิล์มโลหะบาง ๆ เคลือบอยู่บนผิวของแผ่น Polyester กลายเป็นฟิล์มกรองแสงในยุคปัจจุบัน แผ่นฟิล์มโลหะบาง ๆ นี้เองที่ทำหน้าที่ป้องกันความร้อนได้อย่างอัศจรรย์ ด้วยเทคโนโลยีการผลิตเช่นนี้เราสามารถเลือกโลหะที่นำมาใช้เคลือบฟิล์มได้หลากหลายชนิดมาก ทำให้ได้เนื้อฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการลดคววามร้อนจากแสงแดดจริงได้ดีเยี่ยม อีกทั้งยังให้ความสวยงามมีความทนทาน และไม่เปลี่ยนสี

ในปัจจุบันฟิล์มหลายยี่ห้อ ปัองกันรังสีอุลตร้าไวโอเลตหรือ UV จากแสงอาทิตย์ได้เกือบ 100% ซึ่งมีคุณสมบัติปกป้องสิ่งของภายในรถของท่านไม่ให้ซีดจางหรือเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด พร้อมทั้งลดอันตรายจากการเกิดมะเร็งผิวหนังและฝ้าบนใบหน้า

ฟิล์มกรองแสงในยุคปัจจุบันเคลือบด้วยสารเคลือบแข็งป้องกันรอยขูดขีด ทำให้มีความคงทนให้ความปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูงกว่าฟิล์มย้อมสีที่มีคุณภาพต่ำ


ประเภทของ ฟิล์มกรองแสง

    ฟิล์มกรองแสง คือ พลาสติก ทำมาจากโพลีเอสเตอร์ที่มีความเหนียว บาง เรียบ ไร้รอยย่น และสามารถแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกับกระจกที่นำฟิล์มไปติด ซึ่งยึดอยู่บนกระจกได้ด้วยกาวที่มีความใส ไม่ทำให้ภาพที่มองผ่านฟิล์มบิดเบือน ฟิล์มกรองแสงนั้นทำหน้าที่ในการลด หรือกรองแสงสว่างที่ผ่านเข้ามาทางกระจก ดังนั้นฟิล์มกรองแสงทั่วไปจึงมีการย้อมสีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะการกรองแสงสว่างเท่านั้น แต่ฟิล์มกรองแสงที่มีความสามารถ มากกว่าฟิล์มกรองแสงทั่วไป จะต้องสามารถลดความร้อน และรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้เป็นอย่างดี

    เราสามารถแบ่งฟิล์มกรองแสงได้ 2 ประเภท คือ

    1. ฟิล์มย้อมสี เป็นฟิล์มที่มีคุณสมบัติในการลดแสงสว่าง ที่ผ่านเข้ามาทางกระจกเท่านั้น แต่ไม่ได้มีคุณสมบัติในการลดความร้อน หรือหากมีก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเมื่อมีการใช้งานไปสักระยะ ฟิล์มจะเกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีม่วง ซึ่งให้ทัศนวิสัยในการขับขี่รถยนต์ที่ผิดเพี้ยน เป็นอันตราย แต่หากฟิล์มกรองแสงทั่วไปผลิตมาจากโพลีเอสเตอร์คุณภาพสูง จะมีคุณสมบัติในการลดรังสีอุลตร้าไวโอเลตด้วย

    2. ฟิล์มกรองแสงลดความร้อน หรือ ฟิล์มเคลือบโลหะ เป็นฟิล์มกรองแสงที่มีคุณสมบัติในการลดความร้อนที่ผ่านเข้ามาทางกระจกได้ดีกว่าแบบแรก โดยอาศัยคุณสมบัติของไอโลหะที่เคลือบบนฟิล์มในการกรองความร้อน และสะท้อนความร้อน ซึ่งมีผลให้ความร้อนผ่านเข้ามาทางกระจกได้น้อยลง สีของฟิล์มที่ได้จะแตกต่างไปตามประเภทของไอโลหะที่นำมาเคลือบ รวมทั้งยังสามารถย้อมสีของฟิล์มเพื่อให้ฟิล์มมีสีต่างๆ ได้ โดยปกติกระบวนการเคลือบไอโลหะมีขั้นตอนซับซ้อน และค่าใช้จ่ายสูง

    ฟิล์มกรองแสงที่ดีจะต้องพิจารณาจากคุณสมบัติของกาวด้วย กาวที่ดีต้องมีความบางใส และเหนียว เมื่อ ติด แล้ว ต้องทนทานต่อสภาวะความร้อนเย็นของกระจกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยึดติดกับกระจกได้ดีไม่ทำให้ฟิล์มกรองแสงนั้นๆ พอง ลอก ล่อน เป็นฟองอากาศ อีกทั้งกาวที่ดีควรมีคุณสมบัติที่ติดแน่นกับเนื้อฟิล์ม เมื่อต้องการลอกฟิล์มออกมา กาวควรอยู่บนด้านฟิล์มมิใช่ด้านกระจก รวมทั้งกาวจะต้องไม่เปลี่ยนสี ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนสีของฟิล์มที่ติด ที่เรียกว่าฟิล์มเป็นสนิม นอกจากนี้ ฟิล์มที่ดีจะต้องป้องกันรอยขีดข่วน หรือเคลือบสารกันรอยขีดข่วน ฟิล์มกรองแสงทำมาจากโพลีเอสเตอร์ มีจุดอ่อนในเรื่องความอ่อนของผิว ซึ่งมักสามารถเป็นรอยเส้นคล้ายรอยขนแมวได้ง่าย เมื่อมีการขีดข่วนจากการใช้งานปกติ แต่ปัจจุบันได้มีการคิดค้นสารเคมีที่ทำหน้าที่เคลือบแข็งบนผิวของฟิล์ม ทำหน้าที่ในการป้องกันการขีดข่วนจากการใช้งานปกติ คุณสมบัตินี้ทำให้ฟิล์มมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น และดูสวยงามตลอดอายุการใช้งาน



    คุณสมบัติของ ฟิล์มกรองแสง
    ฟิล์มกรองแสงปัจจุบันมีให้เลือกมากมาย ทั้งยี่ห้อ ราคา และคุณภาพ อย่าเดาคุณภาพจากราคา เพราะบางยี่ห้อมีการปั่นราคาเกินจริง บางยี่ห้อราคาถูกกว่า แต่คุณภาพทัดเทียมหรือดีกว่ายี่ห้อที่แพงกว่า ในการซื้อรถใหม่ ส่วนใหญ่มักแถมมากับรถ โดยอ้างว่าเป็นยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ ซึ่งยากจะพิสูจน์และต้องทำใจ เพราะไม่สามารถไปเฝ้าตอนที่ช่างติดตั้งได้ ใบรับประกันจะให้มายังไงก็ได้ ยากที่จะพิสูจน์ว่าฟิล์มเป็นยี่ห้อตามที่ตกลงไว้หรือไม่ ถ้ากังวลก็ไม่ต้องเลือกฟิล์มกรองแสงเป็นของแถม

    ฟิล์มกรองแสงส่วนใหญ่ จะมียี่ห้อบนแผ่นใสที่ประกบอยู่กับตัวฟิล์มซึ่งต้องถูกลอกออกก่อนติด หรือบางยี่ห้อจะเป็นสีที่ลบได้ด้วยแอลกอฮอล์อยู่บนเนื้อฟิล์มด้านผิว

    ฟิล์มกรองแสงมี 2 คุณสมบัติหลัก คือ
    1. ความเข้ม หรือความทึบแสง ซึ่งมีผลต่อการกรองแสง
    2. การกรองรังสีความร้อน

    สรุปง่ายๆ ก็คือ การกรองแสง กับกรองความร้อน.......ฟิล์มสีเข้มกรองแสงดี มองทะลุยาก แต่อาจจะกรองรังสียูวีและความร้อนไม่ดีก็เป็นได้ ส่วนฟิล์มสีอ่อนหรือใสมองทะลุง่าย ก็อาจกรองรังสีและความร้อนได้ดีกว่าก็มี อย่าคิดว่าฟิล์มสีทึบจะต้องกรองความร้อนได้ดีเสมอไป

    ปัจจุบันกฎหมายยังกำหนดว่าห้ามติดฟิล์มเกิน 1/4 ส่วนของกระจกหน้า นับจากขอบบนสุด ดังนั้นถ้าติดแบบเต็มบานหน้า ตำรวจก็สามารถเอาผิดได้เสมอ ตอนนี้ราชการเริ่มจริงจังกับฟิล์มฉาบปรอท เริ่มยกกฎหมายเดิมมาบังคับใช้ไม่ใช่ตั้งกฎหมายใหม่ขึ้นมา ถ้าฉาบเพียงบางๆ มีการสะท้อนแสงบ้าง อาจจะได้รับการอนุโลมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ถ้าสะท้อนมากก็ผิดกฎหมายตอนนี้ตำรวจเริ่มจับกุมรถที่ติดฟิล์มกรองแสงแบบปรอทหรือสะท้อนแสงแล้ว


การลดพลังงานความร้อน

การพิจารณาประสิทธิภาพในการลคความร้อนต้องทำความ เข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดของพลังงานแสงอาทิตย์ก่อนว่าพลังงานแสงอาทิตย์ ประกอบด้วยรังสี 3 ชนิดคือ
รังสีอินฟาเรด (IR) 53%
รังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) 3%
แสงสว่าง ( แสงที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า Visible Light ) 44%

ดังนั้นแล้ว
ความร้อนที่เกิดขึ้นจากแสงอาทิตย์ เกิดจากรังสีอินฟราเรดและแสงสว่างรวมกัน มิได้เกิดจากรังสีเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนั้นฟิล์มที่ลดพลังงานจากรังสีอินฟาเรดได้สูง จึงมิได้หมายความว่าฟิล์มตัวนั้นจะลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ ได้สูง เพราะรังสีอินฟาเรดเป็นเพียงส่วนประกอบ ( ประมาณ 50% ) ส่วนหนึ่งของพลังงานของแสงอาทิตย์เท่านั้น ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่รู้สึกได้จากความร้อน ฉะนั้นแล้วฟิล์มที่กันความร้อนที่ดี ต้องสามารถป้องกันได้ทั้ง 2 ส่วน นั่นก็คือ ค่าการลดความร้อนรวมจากแสงอาทิตย์ ( Total Solar Energy Rejected ) จะได้ค่าที่ถูกต้องที่สุด

ดังนั้นหากนำฟิล์มกรองแสงมาทดสอบค่าการลดปริมาณความร้อนจากแสงสปอร์ตไลท์ หรือ แสงจากรังสีอินฟาเรดจะให้ค่าสูงกว่าจากแสงอาทิตย์ เพราะแสงสปอร์ตไลท์รวมทั้งแสงจากหลอดรังสีอินฟาเรด มีปริมาณรังสีอินฟาเรดสูงกว่าในแสงอาทิตย์มาก
โดยทั่วไปฟิล์มที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจะป้องกันรังสีอินฟราเรดได้มากกว่า 90% อยู่แล้ว

ส่วนการทดสอบการลดปริมาณความร้อน ( ซึ่งมีค่า % ลดรังสีอินฟราเรดรวมกับค่า % การลดความร้อนจากแสงสว่าง ) ควรวัดจากแสงแดดโดยตรงจะได้ผลที่ถูกต้องกว่าการวัดปริมาณความร้อนจากไฟสปอร์ตไลท์ เนื่องจากแหล่งกำเนิดความร้อนทั้งสองมี ส่วนประกอบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    ฟิล์มกรองแสง จำเป็นสำหรับเมืองร้อนอย่างไทย แต่ต้องเลือกติดฟิล์มที่คุ้มค่าราคาสมเหตุสมผล และต้องไม่สะท้อนมากเกินไป ที่สำคัญ คือ ต้องมีการรับประกันคุณภาพอย่างชัดเจนทั้งเงื่อนไขและเวลา
แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 28, 2009, 11:34:26 pm โดย CoRoNa@BOT บันทึกการเข้า

Feel free to surf to my blog - khelo365.com poker india
golf2428 Unloveable
If you can't pay Don't play
CoRoNa Thailand Member
ไก่ย่าง 5 ดาว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,110

31 year old Aboriginal and Torres Strait Islander Health Worker Elvin from Val Caron, has interests such as home, indian card games and chess. Very recently had a family trip to Greater Accra. Feel free to visit my site :: [url=https://del.icio.us/grai


เว็บไซต์
ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2008, 08:59:35 pm �

ข้อดีของการติด ฟิล์มกรองแสง


1. ช่วยลดแสงจ้า ให้ความรู้สึกสบายตาในยามขับขี่ และช่วยลดความเครียดของดวงตาในภาวะที่แดดจัดๆ หรือแม้แต่ตอนเช้าที่แสงแดดอ่อนๆแต่ก็ส่องเข้าตานั้น แสงแดดก็ยังเป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการขับรถทุกคน เพราะการมองผ่านกระจกออกไปยังถนนที่แสงแดดจัดนั้นเป็นสาเหตุให้ดวงตาเกิดความเครียด เมื่อยล้า สายตาเสีย ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ ส่วนผู้ที่ขับขี่รถยนต์ที่ติดฟิล์มกรองแสงนั้นก็จะเป็นการช่วยลดแสงจ้าทำให้ทัศนวิสัย หรือการมองเห็นในขณะขับรถมีประสิทธิภาพเต็มที่ รู้สึกสบายตา และไม่เกิดความเมื่อยล้า

2. การช่วยลดความร้อนจากแสงแดด เพราะประเทศไทยตั้งอยู่ในแถบใกล้เขตเส้นศูนย์สูตร

3. ป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลต ( UV ) จากแสงแดด ซึ่งเป็นตัวการอย่างมากที่ทำให้ผิวเป็นฝ้า ตกกระ และยิ่งไปกว่านั้น แสงแดดยังเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย การติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ชนิดที่มีคุณภาพจะช่วยป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้มากกว่า 99%
ช่วยถนอมผิวและสุขภาพของผู้โดยสารภายในรถยนต์ ยิ่งไปกว่านั้น รังสี UV ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วัสดุภายในรถยนต์ซีดจางและเสื่อมคุณภาพ ดังนั้น การติดฟิล์มกรองแสงจะช่วยชลอการซีดจางของวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งภายในรถยนต์ เป็นการรักษาและยืดอายุการใช้งาน
ซึ่งถือเป็นการช่วยป้องกันความเสียหายของวัสดุภายในรถไว้ตั้งแต่ต้นเหตุ

 สภาพภูมิอากาศโดยรวมจะมีอุณหภูมิสูง แม้กระทั่งในช่วงหน้าหนาวถึงอุณหภูมิจะไม่สูงมากนัก แต่แสงแดดก็ยังแรงอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนนเป็นระยะเวลานานๆ ก็มีโอกาสได้รับความร้อนจากแสงแดดมากกว่าปกติ

4. ช่วยลดอันตรายจากการแตกกระจายของกระจกรถยนต์ในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ หากรถเกิดการเฉี่ยวชนจนกระทั่งกระจกแตกร้าว รถที่ติดฟิล์มรถยนต์ที่ได้คุณภาพ ผลิตจากโพลีเอสเทอร์ชั้นเยี่ยม และกาวพิเศษ จะสามารถช่วยยึดเกาะเศษกระจกที่แตกไว้ด้วยกันไม่ให้ร่วงหล่นมาบาดโดนส่วนต่างๆ ของร่างกายหรือทำอันตรายต่อผู้โดยสารในรถ

5. เพิ่มความสวยงามให้กับตัวรถและอาคารบ้านเรือน

ทั้งนี้เพื่อให้ได้ประโยชน์จากฟิล์มกรองแสงอย่างคุ้มค่าและครบถ้วนดังที่กล่าวมาข้างต้น ผู้บริโภคจำเป็นจะต้องทราบข้อมูลต่างๆให้ชัดเจนและถูกต้องเป็นจริง เพื่อนำมาพิจารณาก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อฟิล์มกรองแสงรถยนต์ เนื่องจากในประเทศไทยมีฟิล์มกรองแสงอยู่มากมายหลายยี่ห้อ หลายรุ่นด้วยกัน5. เพิ่มความเป็นส่วนตัวภายในห้องโดยสาร

6. เพิ่มทัศนวิสัยที่ดีขณะขับขี่แม้ในยามค่ำคืน

7. ปกป้องวัสดุ , อุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ ภายในรถและอาคารบ้านเรือน

8. ประหยัดไฟฟ้าและพลังงาน ช่วยให้เครื่องปรับอากาศ ไม่ต้องทำงานหนักช่วยยืดอายุการใช้งาน


การเลือกฟิล์มกรองแสง

เมืองไทยเป็นเมืองร้อน และยิ่งถ้าเราขับรถ เราก็ยิ่งมีโอกาสเจอกับแสงแดด และความร้อนได้อย่างมาก จนบางครั้งเราแทบจะทนไม่ได้ วิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความร้อนจากแสงแดดได้คือการติดตั้งฟิล์มกรองแสง แต่ในตลาดบ้านเราก็มีอยู่มากมายหลายยี่ห้อ เราควรมีวิธีพิจารณาเลือกติดตั้งฟิล์มกรองแสงให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดได้ดังนี้

คุณภาพ

ฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพดี ควรมีคุณสมบัติต่าง ๆ ของฟิล์ม เช่น

% การลดความร้อน

%การลดรังสียูวี

%การสะท้อนแสง

%แสงส่องผ่าน

ต้องเป็นค่ามาตรฐานจากโรงงานผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ และควรเป็นไปตามมาตรฐานของ AIMCAL ซึ่งย่อมาจาก

ASSOCIATION OF INDUSTRIAL METALLIZERS COATERS AND LAMINATORS

ASTM
AMERICAN STANDARD TEST METHODS และ ASHRAE มิใช่ค่าที่พิมพ์หรือโฆษณาโดยปราศจากหลักฐานอ้างอิง

มาตรฐานโรงงานผู้ผลิต

ต้องพิจารณาว่าเป็นฟิล์มกรองแสงที่มีแหล่งที่มาชัดเจน นำเข้ามาจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐานที่สากลยอมรับและมีที่ตั้งชัดเจน โดยปัจจุบันมีฟิล์มกรองแสงที่ผลิตจากโรงงานในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้รับมาตรฐาน ISO9001 ซึ่งเป็นระบบควบคุมคุณภาพที่กำกับดูแลทั้งการออกแบบและการพัฒนา, การผลิต, การติดตั้ง และการบริการ โดยโรงงานผู้ผลิตจะมอบสำเนาใบประกาศนียบัตรที่ได้รับรองมาตรฐาน ISO9001 ให้บริษัทตัวแทนในประเทศไทยที่นำเข้าและจัดจำหน่ายด้วย ผู้บริโภคสามารถเรียกตรวจสอบได้

ผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทย
ต้องเป็นบริษัทที่มีความตั้งใจ, จริงใจ และประสบการณ์ในการทำธุรกิจฟิล์มกรองแสงอย่างต่อเนื่องยาวนาน เชื่อถือได้ และไม่มีการโฆษณาหลอกลวง หรือเปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อยๆ มีมาตรฐานการรับประกันคุณภาพที่เชื่อถือได้ โดยทั่วไปการรับประกันคุณภาพจะไม่ต่ำกว่า 7 ปี และสิ้นสุดเมื่อมีการเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงต้องเลือกบริษัทตัวแทนจำหน่ายที่ท่านมั่นใจว่าตลอดระยะเวลาการรับประกัน บริษัท ฯ จะยังคงดำเนินธุรกิจฟิล์มกรองแสงอยู่อย่างมั่นคงและพร้อมที่จะรับผิดชอบหากฟิล์มที่ติดตั้งไปเกิดปัญหาใด ๆ ขึ้น

ราคา
ราคาต้องสมเหตุสมผล เหมาะสมกับคุณภาพในระดับที่ยอมรับได้ ไม่ใช่ต้องแพงเพียงเพราะมีชื่อเสียงมานานหรือเพราะโฆษณาเกินจริง ทำให้ตั้งราคาแพง หรือสูงขึ้นอีก ไม่สมคุณภาพที่โฆษณาไว้ โดยส่วนมากฟิล์มเคลือบโลหะ ทั้งชนิท Sputtered และ Metallized จะมีราคาสูงกว่าฟิล์มเคลือบสีประมาณ 1-2 เท่าตัว

โฆษณา
ผู้บริโภคควรพิจารณาโฆษณาของฟิล์มกรองแสงต่าง ๆ ให้ดีก่อนเลือกติดตั้ง ต้องเป็นโฆษณาที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง % การลดความร้อน และคุณสมบัติต่าง ๆ ของฟิล์มกรองแสง % การลดความร้อนที่ถูกต้องนั้นต้องเป็น % การลดความร้อนจากแสงแดด

นอกจากนี้ยังควรพิจารณาถึงวิธีการทดสอบคุณภาพของฟิล์มกรองแสงด้วยว่าเชื่อถือได้หรือไม่ เช่น ไม่ควรทดสอบฟิล์มด้วยแสงสปอตไลท์ไม่ว่าจะโดยการให้ผู้บริโภคใช้มืออัง หรือยืนท่ามกลางแสงสปอตไลท์ ทั้งนี้เพราะเวลาเราขับรถจริง ๆ นั้น เราขับรถภายใต้แสงแดด มิใช่แสงสปอตไลท์ และแหล่งกำเนิดแสงทั้งสองชนิดนี้ก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และบางครั้งยังมีกรณีว่าฟิล์มที่ใช้เวลาทดสอบกับฟิล์มที่นำมาติดตั้งให้นั้น เป็นคนละชนิดกัน หรือใช้ฟิล์มติดตั้งซ้อนทับกันสองชั้นในการทดสอบ จุดนี้ผู้บริโภคต้องพึงระวัง และพิจารณาให้รอบคอบ


เทคนิคเลือกฟิล์มกรองแสง

เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ร้อยทั้งร้อย เมื่อมีรถใหม่ สิ่งแรกที่เจ้าของต้องติดตั้งเพิ่มเติม คือ ฟิล์มกรองแสง การเลือกฟิล์มกรองแสง สำหรับรถยนต์ โดยทั่วไปแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็น แต่จะให้ประหยัดและคุ้มค่า ควรมีความเข้าใจพื้นฐาน และของระบบการทำงาน ของฟิล์มกรองแสง ซึ่งอาจจะช่วยให้ท่าน นำไปตัดสินใจได้ว่า จะเลือกอย่างไร จึงสมเหตุสมผล


ก่อนอื่นๆ มาดูจุดประสงค์ของการติดตั้งฟิล์มกรองแสง ก่อนอันดับแรก คือ กันความร้อน สู่ห้องโดยสาร ผลเชื่อมต่อกันมา คือ ช่วยประหยัดพลังงานที่ใช้ทำความเย็นแล้ว ช่วยยืดอายุ ชิ้นส่วนภายใน ต่อมาคือเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ต้องยอมรับว่าฟิล์มทึบ สามารถพรางภายในรถ ไม่ให้คนภายนอกมองเข้าไปเห็นได้ นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่ององความปลอดภัยเมื่ออุบัติเหตุ ที่เหลือเป็นเรื่องของความสวยงาม เพราะมีฟิล์มแบบแฟชั่นที่ให้ความสวยงามกับรถยนต์ได้ด้วย

ปัจจุบันนี้ไม่มีกฎหมายควบคุมความเข้มของฟิล์มกรองแสงรถยนต์ คิดในแง่ดีเราได้อิสระในการเลือกใช้ แต่ในแง่ร้าย มีคนที่ใช้ประโยชน์จากการแอบแฝงตัวเพื่อก่ออาชญากรรมโดยรถยนต์ แต่เรื่องนี้ไม่ต้องมาเตะที่ความเข้มของฟิล์มกรองแสงกันอีกให้เป็นประเด็นเพราะว่าเราสามารถหาวิธีอื่นๆ ป้องกันอาชญากรรมได้หลากทาง หากคนของเรา ระบบของเรา ข้าราชการของเรา รู้จักคำว่า "คุณภาพชีวิต"

เท่าที่สดับรับฟังจากการเลือกซื้อ พบว่า ส่วนหนึ่งคนซื้อยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง โดยเฉพาะความเข้าใจระหว่างความทึบแสงกับความสามารถในการป้องกันความร้อน

ความเข้าใจที่ว่า ฟิล์มที่มีสีเข้มหรือทึบ ช่วยลดความร้อนได้ดี ในความจริงแล้ว สีของฟิล์มไม่ได้เป็นตัวช่วยลดความร้อน แต่กลับเป็นสารเคลือบตัวอื่นๆ ที่ทำหน้าที่หลักนี้


การพิจารณา การเลือกฟิล์มกรองแสง


สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงจะต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง ซึ่งก็มีข้อสังเกตและควรพิจารณาด้วยกันหลายประการ

สิ่งที่น่าจะต้องพิจารณาอันดับแรก ก็คือ ให้ตรวจสอบดูว่าฟิล์มกรองแสงที่ทางร้านค้านำมาติดตั้งนั้น ยี่ห้อตรงกับที่เราเลือกไว้หรือไม่ ซึ่งยี่ห้อนั้นแสดงถึงความมีมาตรฐานของผู้ประกอบการ ความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงประสบการณ์ในการทำธุรกิจนี้ว่ามีมานานแค่ไหน ไม่ได้มีการโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งบางครั้งเราจะเห็นผู้ประกอบการบางรายเข้ามาทำตลาด แล้วในช่วงระยะแรกหากทำตลาดไม่ดี ก็ปิดบริษัท ล้มยี่ห้อ จากนั้นก็ไปเปิดในชื่อใหม่ และเปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อยๆ

เลือกรับประกัน


การรับประกันคุณภาพเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่ในการตัดสินใจ โดยทั่วไปแล้วฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์จะมีการรับประกันคุณภาพไม่ต่ำกว่า 5 ปี บางราย 7 หรือ 10 ปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ซึ่งจะต้องดูรายละเอียดของการรับประกันด้วย

เลือกร้านติดตั้ง


ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายก็มีส่วนสำคัญที่ต้องพิจารณาประกอบ ทุกวันนี้ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์จะขายผ่านร้านประดับยนต์ ร้านติดตั้งเครื่องเสียง ซึ่งร้านเหล่านี้จะมีทั้งที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้จำหน่ายโดยตรง กับไม่ได้รับการแต่งตั้ง ร้านที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งจะนำฟิล์มเข้ามาจำหน่ายเอง ซึ่งก็เสี่ยงต่อฟิล์มคุณภาพต่ำ บางแห่งก็เสนอฟิล์มแบบมียี่ห้อ ให้ดู พอตอนติดตั้งแอบไปเอาฟิล์มอะไรไม่รู้มาติดรถ อย่างนี้ก็มี

เราสามารถพิจารณาได้ว่าร้านใดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายหรือไม่ โดยสังเกตจากป้ายหน้าร้าน หรือใบที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือใบรับประกันสินค้า หรือถ้าต้องการความมั่นใจโทรศัพท์สอบถามจากผู้นำเข้าโดยตรง และควรเลือกร้านที่มีห้องสำหรับการติดฟิล์มโดยเฉพาะ เนื่องจากฝุ่นคือศัตรูตัวร้ายกาจของการติดฟิล์ม

ฝีมือช่างต้องชำนาญ

การติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์หากได้ฟิล์มคุณภาพ แต่หากช่างที่ติดตั้งไม่มีฝีมือก็ไร้ประโยชน์ การติดฟิล์มกรองแสงนั้น นอกจากคุณภาพของฟิล์มแล้ว หากต้องการให้ฟิล์มอยู่คงทนนานต้องขึ้นอยู่ที่ฝีมือของช่างคนนั้นด้วยช่างที่ติดฟิล์มจะต้องมีฝีมือในการกรีดฟิล์ม เพราะหากมือไม่ดีพอ เวลาที่กรีดฟิล์มลงสู่กระจกจะทำให้ฟิล์มนั้นไม่เสมอกัน โดยเฉพาะตรงขอบกระจก และถ้าเลวร้ายไปกว่านั้น บางครั้งอาจกรีดโดนกระจกรถยนต์ และทำให้เป็นรอยได้

รู้ทันเทคนิคการขายฟิล์ม

ในกรณีที่ร้านค้าบางร้าน มีการสาธิตหรือทดสอบคุณภาพของฟิล์มให้ดู เราควรพิจารณาถึงวิธีการทดสอบคุณภาพของฟิล์มด้วยว่าเชื่อถือได้หรือไม่ เช่น การทดสอบฟิล์มด้วยแสงสปอตไลท์ ไม่ว่าจะโดยการให้ผู้บริโภคใช้มืออัง หรือยืนท่ามกลางแสงสปอตไลท์ เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะเราได้รับความร้อนจากแสงแดดไม่ใช่แสงสปอตไลท์ ซึ่งแหล่งกำเนิดแสงทั้งสองชนิดนี้ มีลักษณะแตกต่างกัน และที่แย่กว่านั้นคือ เจ้าฟิล์มที่นำมาทดลองเป็นคนละชนิดกับฟิล์มติดรถ

กาวสะท้อนคุณภาพฟิล์ม

ฟิล์มกรองแสงที่ดีจะต้องพิจารณาจากคุณสมบัติของกาวด้วย กาวที่ดีต้องมีความบางใส และเหนียว เมื่อติดแล้วต้องทนทานต่อสภาวะความร้อนเย็นของกระจกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยึดติดกับกระจกได้ดีไม่ทำให้ฟิล์มกรองแสงนั้นๆ พอง ลอก ล่อน เป็นฟองอากาศ อีกทั้งกาวที่ดีควรมีคุณสมบัติที่ติดแน่นกับเนื้อฟิล์ม เมื่อต้องการลอกฟิล์มออกมา กาวควรอยู่บนด้านฟิล์มมิใช่ด้านกระจก รวมทั้งกาวจะต้องไม่เปลี่ยนสี ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนสีของฟิล์มที่ติด ที่เรียกว่าฟิล์มเป็นสนิม
นอกจากนี้ ฟิล์มที่ดีจะต้องป้องกันรอยขีดข่วน หรือเคลือบสารกันรอยขีดข่วน ฟิล์มกรองแสงทำมาจากโพลีเอสเตอร์ มีจุดอ่อนในเรื่องความอ่อนของผิว ซึ่งมักสามารถเป็นรอยเส้นคล้ายรอยขนแมวได้ง่าย เมื่อมีการขีดข่วนจากการใช้งานปกติ แต่ปัจจุบันได้มีการคิดค้นสารเคมีที่ทำหน้าที่เคลือบแข็งบนผิวของฟิล์ม ทำหน้าที่ในการป้องกันการขีดข่วนจากการใช้งานปกติ คุณสมบัตินี้ทำให้ฟิล์มมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น และดูสวยงามตลอดอายุการใช้งาน
จำไว้ว่าฟิล์มกรองแสงที่ดีไม่ใช่ฟิล์มที่ช่วยลดแสงจ้าได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความสามารถในการสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบายในการขับขี่ รวมทั้งช่วยประหยัดพลังงานในการทำงานของเครื่องปรับอากาศในรถด้วย ซึ่งการเลือกฟิล์มที่มีค่า SHADING COEFFICENT (SC) ต่ำๆ ยังมีส่วนช่วยลดพลังงานที่ใช้ในการปรับอากาศได้ และที่สำคัญต้องเป็นฟิล์มที่มีความปลอดภัยสามารถยืดเกาะกระจกได้
ทุกวันนี้ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ที่ขายอยู่ในตลาด มีมากมายเกือบ 100 ยี่ห้อ มีทั้งแบบที่มั่นคงถาวร และแบบเวียนว่ายตายเกิด สร้างยี่ห้อออกมาขาย พอขายไม่ได้ก็เปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อยๆ ทั้งที่เป็นฟิล์มตัวเดิม เวลาเลือกจึงต้องระวังให้ดี
บันทึกการเข้า

Feel free to surf to my blog - khelo365.com poker india
golf2428 Unloveable
If you can't pay Don't play
CoRoNa Thailand Member
ไก่ย่าง 5 ดาว
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,110

31 year old Aboriginal and Torres Strait Islander Health Worker Elvin from Val Caron, has interests such as home, indian card games and chess. Very recently had a family trip to Greater Accra. Feel free to visit my site :: [url=https://del.icio.us/grai


เว็บไซต์
ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2008, 09:05:18 pm �

ฟิล์ม ฟิล์มกรองแสงทำมาจากอะไร?
ฟิล์มเป็นพลาสติกชนิดโพลีเอสเตอร์ชนิดหนึ่งแต่แตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีการผลิต

ฟิล์มดำ ฟิล์มปรอทแตกต่างกันอย่างไร?
ฟิล์มดำ มักใช้เป็นฟิล์มแถม ราคาถูก เนื้อฟิล์มบาง กรองแสงและลดความร้อนได้ตามความเข้มในส่วน
ที่ตามองเห็นเท่านั้น ส่วนรังสีอินฟาเรด (IR) ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เราร้อนนั้นทะลุผ่านได้ถึง 90% เราจึงร้อน
ฟิล์มปรอท หรือฟิล์มลดความร้อน เป็นฟิล์มที่มีชั้นโลหะเคลือบอยู่ภายใน เช่น อลูมินัม นิเกิ้ล ฯลฯ
ชั้นฟิล์มจึงหนากว่า สะท้อนความร้อนได้มากกว่า และยังมีความสวยงามเนื่องจากคุณสมบัติของโลหะ มีความเงาในตัว
ส่วนรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตที่มีอันตรายต่อผิวหนัง อันเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้าและมะเร็งผิวหนัง ตลอดจนทำให้สิ่งของ เครื่องใช้ต่างๆ มีสีซีดจางและแห้งกรอบนั้น มีเพียง 3 % ซึ่งฟิล์มกรองแสงโดยทั่วไปป้องกันได้เกือบหมดอยู่แล้ว
ฉะนั้นในการพิจารณาว่าฟิล์มใดลดความร้อนจากแสงแดด (Total Solar Energy Rejected) ได้มากหรือน้อย จะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบโดยรวมข้างต้นด้วย

ข้อควรปฎิบัติในการดูแลรักษาฟิล์มกรองแสง

1. ห้ามเลื่อนกระจกขึ้น - ลง หรือ เช็ด ถูฟิล์ม ภายใน 7 วัน หลังจากติดตั้ง เนื่องจากฟิล์มยังมีความชื้น
ซึ่งจะระเหยหมดไปเอง
2. หากมีปัญหาอื่นใด เช่น มีฟองอากาศ หรือ ฟิล์มอ้า ฯลฯ ให้รีบติดต่อศูนย์บริการภายในระยะเวลารับประกัน
3. ในการทำความสะอาดฟิล์ม ควรใช้ผ้าสะอาด ผ้านุ่มหรือฟองน้ำ ร่วมกับน้ำยาทำความสะอาดฟิล์ม เพื่อกำจัดคราบมัน
4. ห้ามใช้น้ำยาเช็ดกระจกหรือสารเคมีที่มีส่วนประกอบของแอมโมเนีย (NH4) เพราะอาจทำให้ ชั้นกันรอยของฟิล์มเสียหายได้



ตลาดฟิล์มกรองแสง

ไทยเป็นเมืองร้อน มีแสงแดดจัดจ้าน ทั้งแสบตาทั้งร้อนแรง ทำให้ห้องโดยสารร้อน และระบบปรับอากาศทำงานหนัก ผู้จำหน่ายส่วนใหญ่จึงแถมฟิล์มกรองแสงมาให้ เพราะต้นทุนต่ำ แต่ผู้ซื้อชอบจนน่าจะกลายเป็นมาตรฐานของการขายรถใหม่ในไทยไปแล้ว

ในปัจจุบัน ในตลาดมีฟิล์มกรองแสงสารพัดยี่ห้อ แตกต่างทั้งราคา และคุณภาพ โดยมีการปั่นราคาสร้างภาพเกินจริงในหลายยี่ห้อ จึงทำให้ไม่สามารถสรุปได้ว่า ยี่ห้อที่มีราคาแพง จะมีคุณภาพดีกว่ายี่ห้อที่มีราคาถูกเสมอไป

เช่น ยี่ห้อ A ราคาพร้อมติดคันละ 3,000 บาท ส่วนยี่ห้อ B ราคา 6,000 บาท แพงกว่ากันเท่าตัว แต่อาจทนทาน มีการกรองแสง และกรองความร้อนดีกว่านิดเดียวเท่านั้น ไม่ได้เด่นกว่าเป็นเท่าตัวเหมือนราคาก็เป็นได้ ในตลาด จึงมีฟิล์มกรองแสงราคาแพงที่สร้างภาพได้ดี จนสามารถตั้งราคาได้แพงเกินคุณภาพในหลายยี่ห้อ

ฟิล์มกรองแสงบางยี่ห้อ ก็เน้นราคาถูกไว้ก่อน ทำตลาดด้วยการตัดราคา และลดคุณภาพลงไป เช่น เน้นทึบแสง กรองแสงดี แต่กรองความร้อนไม่ดี ทัศนะวิสัยแย่ เพราะมองทะลุไม่ดี หรือหลอกตา ซึ่งอาจเกิดอันตรายในการขับขี่ได้ รวมทั้งไม่ทนทาน ใช้ได้แค่ 1-2 ปีก็เริ่มเสื่อมสภาพ ฟิล์มกรองแสงบางยี่ห้อสามารถติดตั้งทั้งคันในราคาแค่ประมาณ 1,000 บาทเท่านั้น

หากเป็นเงื่อนไขของผู้ขายว่า จะแถมการติดฟิล์มกรองแสงให้ฟรี ควรตรวจสอบรานละเอียดให้ดีว่า เป็นฟิล์มกรองแสงยี่ห้อใด รุ่นใด มีตัวอย่างหรือไม่ ไม่ใช่บอกลอย ๆ ว่าจะเอาจะเอาทึบกี่เปอร์เซ็นต์ ควรเลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ ถ้าทราบถึงร้านติดตั้งด้วยก็ดี เพราะฟิล์มกรองแสงที่ติดมาเสร็จแล้ว จะทราบยี่ห้อได้ยาก ซึ่งหากไม่สะดวกในการติดตามไปดู ฟิล์มกรองแสงยี่ห้อดัง ๆ มักจะมีใยรับประกันคุณภาพ ซึ่งระบุร้านติดมาให้ด้วย

การเลือกฟิล์มกรองแสงควรทราบไว้ว่า คุณภาพการกรองแสงกับการกรองความร้อนแตกต่างกัน ฟิล์มกรองแสงที่กรองแสงได้มาก อาจกรองความร้อนได้น้อย หรือฟิล์มกรองแสงใด ๆ กรองแสงได้น้อย แต่อาจกรองความร้อนได้ดีกว่าก็เป็นได้



วิธีการดูแลฟิล์มกรองแสงหลังติดตั้ง

โดยทั่วไปวิธีการติดตั้งฟิล์มกรองแสงจะต้องใช้น้ำผสมกับแชทพูแบบอ่อนๆ ฉีดลงไปบนด้านแผ่นกาวของฟิล์มและกระจกที่จะติดตั้งเพื่อช่วยให้ขยับฟิล์มให้เข้าที่แล้วจึงรีดน้ำและอากาศออกด้วยเครื่องมือชนิดต่างๆ ดังนั้นภายหลังจะพบว่าจะมีคราบน้ำขัง , กระจกมัว หรือเป็นฝ้าที่กระจก ก่อนที่อาการเหล่านี้จะหายไปเอง ภายในเวลา 1-4 สัปดาห์

เมื่อฟิล์มแห้งสนิทและกาวทำงานอย่างเต็มที่แล้วในการยึดติดกระจก ควรปฎิบัติดังนี้


. ห้ามเลื่อนกระจกขึ้น - ลงเป็นเวลา 7 วัน หลังจากติดตั้งฟิล์ม เพื่อให้ฟิล์มอยู่ตัว

. ระยะเวลาในการอยู่ตัวของฟิล์มจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิล์มที่ติดตั้ง อุณหภูมิและความชื้นในอากาศ คราบความชื้นที่อยู่ระหว่างกระจกกับฟิล์ม อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างนี้แต่จะแห้งและหายหมดไปเอง

. งดใช้ระบบละลายฝ้าที่กระจกหลังเป็นเวลา 30 วัน หลังจากติดตั้งฟิล์มเพราะจะทำให้ฟิล์มเกิดการเสียหายได้

. ห้ามใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ , ผ้าหยาบ , ขนแปรง , สก็อตไบร์ท หรือวัสดุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ฟิล์มได้

. ห้ามเช็ดล้างด้วยน้ำยาล้างกระจกที่มีส่วนผสมของสารแอมโมเนียเช็ดทำความสะอาดฟิล์มโดยเด็ดขาด

. หากต้องการทำความสะอาดฟิล์ม ให้ใช้ผ้านุ่น และน้ำหรือน้ำสบู่อ่อนๆ เช็ดทำความสะอาดฟิล์ม ซึ่งจะช่วยทำให้เนื้อฟิล์มใสและรักษาเนื้อฟิล์มได้ดี

. ก่อนเช็ดทำความสะอาดทุกครั้ง ควรตรวจสอบเสมอว่าในผ้าหรือทิชชูใดๆที่ใช้ ไม่มีผงฝุ่นหรือเม็ดทรายในผ้า เพราะจะทำให้คุณสมบัติของสารเคลือบฟิล์มเสียหายหรือลดคุณภาพได้

. ควรจอดรถตากแดดหลังจากติดตั้งฟิล์ม เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 15-21 วันเพราะจะช่วยให้กาวในเนื้อฟิล์มแห้งเร็วขึ้น

เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เราแน่ใจได้ว่า เราได้ฟิล์มติดรถยนต์ที่มีคุณภาพ และทราบการดูแลรักษากระจกรถอย่างถูกวิธี เพราะในการดูแลเอาใจใส่ฟิล์มติดรถยนต์ที่ติดตั้งมาใหม่อย่างถูกวิธีนั้น จะทำให้ฟิล์มที่เราติดตั้งมานั้นอยู่คู่กับรถไปได้ทนทานนาน 7-10 ปีทีเดียว



การทดสอบฟิล์มกรองแสง

ระดับการทดสอบคุณสมบัติของฟิล์มกรองแสง และฟิล์มประเภทอื่นๆ โดยทั่วไปทำกัน 2 ระดับ คือ

   1. ระดับทอดสอบทางห้องปฏิบัติการ(Laboratory Test):
        การทดสอบในระดับนี้ สามารถทำได้กับทุกคุณสมบัติของแผ่นฟิล์มทั้งทางด้านแสง (Optical Properties) และด้านกายภาพ (Physical Properties) ด้วยมาตรฐานและวิธีการทดสอบตามสถาบันต่างๆ เช่น ASTM,JIS,ANSI เบื้องต้นการทดสอบก็จะทำในกลุ่มของโรงงานผู้ผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งห้องแลบที่อยู่ในประเทศไทย เช่น กรมวิทยาศาสตร์บริการ(กระทรวงวิทยาศาสตร์) หน่วยงานทดสอบของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เป็นต้น หรือตามห้องแลยที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับทั่วโลก เช่น PSB LAB ประเทศสิงคโปร์,Intertek Testing Service ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อทดสอบจนได้ผลแล้วผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการก้สามารถนำมาใช้อ้างอิงกับสินค้ารายการนั้นได้ แต่อย่างไรก็ตามสินค้าที่ผลิตออกมาจะได้คุณภาพตามที่กำหนดไว้ในการทดสอบหรือไม่ ก็คงต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของการผลิตและการควบคุมคุณภาพการผลิต(QC) ของโรงงานนั้นๆเป็นสำคัญ

       
   2. ระดับทดสอบของผู้ประกอบการ(Commercial Test):
        การทดสอบในระดับนี้ สามารถทำได้โดยผู้นำเข้า,ผู้ให้บริการ,ผู้จัดจำหน่ายก็ได้ โดยใช้เครื่องทดสอบ(Meter) ตามทที่ผู้เชี่ยวชาญของการผลิตเครื่องได้สร้างขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามเครื่องมือที่จะนำมาทดสอบคุณสมบัติได้ทุกตัว และเครื่องมือทอดสอบจะต้องเป็นเครื่องมือที่ได้มาตรฐานในการวัดที่ถูกต้อง หรือผ่านการสอบเทียบ(Calibration) กับหน่วยงานหรือราชการที่เชื่อถือได้เสียก่อนจึงจะเป็นการดี  ในระดับนี้ ปัจจุบันมีเครื่องมือทดสอบคุณภาพของฟิล์มกรองแสงให้เลือกใช้กันอย่าพอสมควร เช่น การทดสอบค่าการผ่านของแสงสว่าง(Visible Light Transmittion) ค่าการผ่านของรังสีอุลตร้าไวโอเลต(Ultra Violet Trasmittion) ค่าการผ่านของคลื่นรังสีอิฟราเรด(Infrared Light Transmittion) ค่าการสะท้อนของแสง (Visible Light Reflectance) หรือบางเครื่องก็มีความสามารถในการวัค่าของแสงที่ผิวฟิล์มได้ทั้งหมด เรียกว่า Photometer


http://www.filmthai.com/  Grin Grin Grin
บันทึกการเข้า

Feel free to surf to my blog - khelo365.com poker india
protectorgun
บุคคลทั่วไป
ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2008, 08:05:45 am �

ขอบคุณมากครับ   

โปรแกรมจำลองภาพรถกับฟิล์มกรองแสงสีต่างๆ
http://coronacarclub.com/board/index.php?topic=1909.0
 Grin
แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 28, 2009, 11:31:02 pm โดย CoRoNa@BOT บันทึกการเข้า
tu_corona
CoRoNa CLUB MemBeR
มือปั่นขยันโพส
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,526

Hello, I'm Gaνin, a 29 ʏear old from Windsor, Canada. My hоbbies includе (but are not limіted to) Coloring, Darts and watching American Dad. Feeⅼ frᥱe tο visit my Һomepage :: [url=http://www.skillection.com/groups/about-breadstuff-maker


เว็บไซต์
ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2008, 08:50:04 pm �

ขอบคุณมากครับ
บันทึกการเข้า

somyot.AT190
พ้นรันอิน
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 73



ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 21, 2009, 09:46:12 am �

รบกวนสอบถามนะคับ....ฟิล์มนิรภัยสามารถป้องกันการปาหินได้จริงหรอป่าว....เช่นโดนปาแล้วจะทะลุป่าว...หรือไม่ทะลุ...ช่วยตอบด้วยนะครับ
<a href="" target="_blank"></a>
บันทึกการเข้า
[แบงค์กาโม่] *^^*
I love corona ayutthaya. <3
CoRoNa CLUB MemBeR
มือปั่นขยันโพส
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1,622


Action is more important than words... >,<!


เว็บไซต์
ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2010, 09:40:23 pm �

อุบ๊ะ กลัว โดน จับ จังเลย ผม ปรอท มอง ไม่เห็น 100% นอก จาก กลางคืน แล้ว ในรถเปิดไฟ อะ

^^
บันทึกการเข้า

แบงค์การ์โม่ ยุทยา
Corona Ayutthaya Car Club
080-6668602

winwar
CoRoNa CLUB MemBeR
พ้นรันอิน
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 260



ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 24, 2010, 07:16:23 pm �

ฟิล์มนิรภัยเคยเห็นเขาทดสอบป้องกันได้นะครับและก็มีหลายเกรดครับ
บันทึกการเข้า
หนุ่ย บางบัวทอง
พ้นรันอิน
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 99


ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 30, 2011, 07:54:33 pm �

ติดยี่ห้อsun shield ตั้งแต่เดือนกันยา50 ตอนนี้ฟิล์มใสแจ๋วเลยยิ่งบานหน้าเหมือนไม่ได้ติดฟิล์มเลย อ้อติดบานหน้า40%รอบคัน60%
บันทึกการเข้า
Doobeetelclub
มือใหม่หัดโพส
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


เว็บไซต์
ตอบ #9 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2011, 09:51:46 am �

กลับจะโดนจับอะดิ
บันทึกการเข้า

จำหน่ายฉนวนกันความร้อนทุกชนิด
หน้า: [1] 2  ทั้งหมด   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.7 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!